Languages

“คนไร้รัฐ” กับสิทธิขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับจากสังคมไทย

คนไร้รัฐ
Image credit: CSNM

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 60 ศปส. จัดประชุมหารือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มคนเปราะบาง (Volunable Groups)ในสังคมไทย  ที่ไม่ได้รับการดูและและไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนาหรือระบบบริการพื้นฐานของภาครัฐหรือโครงการพัฒนาอื่น โดยได้เชิญกลุ่มนักวิชาการ นักวิจัย และองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีประสบการณ์ในการทำงานในประเด็นดังกล่าว 
ในการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ประเด็นปัญหาที่เกิดจากผลกระทบของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่พิเศษระหว่างชายแดน จึงอาจจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนในท้องถิ่นทั้งวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำโขง ทั้งนี้ประเด็นที่เกี่ยวพันและน่าสนใจคือกับกลุ่มเปราะบาง  คือ กลุ่มเด็ก เยาวชน ผู้ติดเชื้อ HIVs คนไร้ที่พึ่ง คนไร้สัญชาติ และเหยื่อจากการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดน  ทั้งเมียนมาร์ สปป.ลาว และกัมพูชา และหาแนวทางการดำเนินงานต่อร่วมกันรูปแบบต่างๆ ในอนาคต 
โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มุ่งประเด็นไปที่ “คนไร้รัฐ” (Stateless) หรือกลุ่มผู้ไม่มีสัญชาติไทย เป็นประเด็นหลักในการขยายขอบเขตในการสนทนาไปยังเรื่องอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพราะเป็นกลุ่มเฉพาะที่มักจะไม่สามารถเข้าถึงระบบการบริการ หรือสวัสดิการต่างๆ จากภาครัฐได้อย่างครอบคลุม และยังถูกจำกัดสิทธิ์ในด้านต่างๆ เช่น การเดินทางออกนอกพื้นที่พำนัก การประกอบอาชีพบางอย่าง การถือครองสิทธิในที่ดินทำกิน ระบบบริการสุขภาพ และการศึกษา เป็นต้น


จากข้อมูลการสำรวจของโครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนคนไร้รัฐ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พบว่ากลุ่มคนไร้รัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประมาณ 55,000 คน และประมาณครึ่งหนึ่ง มีบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติ ด้วยจำนวนกลุ่มคนเหล่านี้มีน้อย สังคมทั่วไปจึงไม่ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับพวกเขา อย่างไรก็ตามตัวเลขที่ไม่เป็นทางการก็น่าจะมีจำนวนมากกว่านี้ ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนคนไร้รัฐกล่าว 
ถึงแม้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มคนอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ควรที่จะถูกมองข้าม และถูกจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้หลักการของความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ปัจจุบันการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อพิสูจน์สัญชาติตามเงื่อนไขของกฎหมายเกี่ยวกับระยะเวลาของการอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นไปอย่างล่าช้าด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคงและเอกสารยืนยืนตัวตน ในขณะทีการทำงานยังเป็นลักษณะของการตั้งรับ ดังนั้นความก้าวหน้าของระบบการคัดกรองบุคคลแต่ละพื้นที่ มักขึ้นกับบุคคล หากมีการโยกย้ายก็อาจทำให้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง ด้วยความระมัดระวังอย่างมากเพราะเกรงจะขัดต่อกฎหมาย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการขาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมและทันต่อสถานการณ์
สำหรับองค์กร/เครือข่ายต่างๆ ที่มีการทำงานร่วมกับคนไร้สัญชาติในประเทศไทยนั้น มีหลายกรณี เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือ เครือข่ายสิทธิชาติพันธุ์กระเหรี่ยงในภาคตะวันตก อย่างไรก็ตามสภาพปัญหาก็จะมีความแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละภูมิภาค การแก้ไขปัญหาในพื้นที่หนึ่งๆ อาจใช้ไม่ได้ทั้งหมดกับอีกพื้นที่หนึ่ง ในที่ประชุมจึงมีข้อเสนอว่าควรจะขยายการทำงานร่วมกับนักวิชาการ องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ ที่มีพื้นที่ทำงานกับประเทศอาเซียนมีชายแดนติดกับไทย โดยเริ่มจาก ลาว กัมพูชาและพม่า  


นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอว่าควรมีกระบวนการสร้างความเข้าใจต่อคนในสังคมทั่วไปที่มีต่อคนไร้รัฐ หรือไร้สัญชาติ เพราะยังมีมายาคติของ “ความเป็นอื่น”ที่เห็นว่าคนกลุ่มนี้ ไม่ได้เพราะคิดว่าไม่ใช่คนไทย ดังนั้นจึงมักมีความคิดว่า การใช้งบประมาณที่เป็นภาษี ควรจะมุ่งเน้นไปที่คนไทยก่อนที่จะช่วยคนต่างชาติ หรือคนที่ไม่มีสัญชาติไทย และนอกจากนี้ การขาดหลักฐานทางทะเบียนยังทำให้ขาดเอกสารประกอบในการเป็นผู้รับประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ของภาครัฐอีกด้วย และแนวโน้มสังคมอนุรักษ์นิยม ยิ่งจะทำให้เกิดกลุ่มคนไรรัฐมากขึ้นในอนาคต และถ้าสามารถสร้างความเข้าใจและปรับแนวคิดหรือทัศนคติของภาครัฐได้ จะสามารถจัดกลุ่มสัญชาติเข้าอยู่ในกลุ่มคนด้อยโอกาส หรือกลุ่มคนเปราะบางได้ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในการทำงานกับกลุ่มคนไร้สัญชาตินั้น เห็นว่า ควรจะเริ่มจากการเลือกพื้นที่นำร่อง แล้วนำมาเป็นกรณีศึกษา เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนา(best practices) และขยายผลหรือ ผลักดันเชิงนโยบายต่อไป


จากการประชุมหารือครั้งนี้จึงได้ข้อสรุปว่า ควรจะมีการดำเนินการต่อกลุ่มคนไร้สัญชาติในประเด็นต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติที่เป็นจริงให้จำแนกผู้ที่สามารถุอยู่อาศัยในประเทศไทยอย่างถาวร มีสิทธิพลเมือง  และ การเข้าถึงสวัสดิการ (สุขภาพ การศึกษา รวมทั้งการประกอบอาชีพ) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นประเด็น ที่มีความอ่อนไหวต่อทั้งการเมือง/ ความมั่นคง และทัศนคติของคนในสังคมที่มีการรับรู้ข้อมูลสถานการณ์อย่างจำกัด และอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จึงจำเป็นต้องมีแผน หรือยุทธศาสตร์ในการทำงานระยะยาว คือ 1)การศึกษาวิจัย เพื่อทบทวนสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องและสถานะปัจจุบันของคนไร้สัญชาติในประเทศไทย 2) การจัดทำระบบฐานข้อมูล จำแนกกลุ่มต่างๆ ให้ชัดเจน  3) การคัดกรอง กำหนดเป้าหมายที่เจาะจง และวิเคราะห์ระดับครัวเรือน และหาแนวทางสนับสนุน 4) สร้างเครือข่ายการทำงานจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น องค์กรอิสระ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และสื่อรวมทั้งการ ผลักดันการดำเนินนโยบายเชิงรุกสำหรับกลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้
ทั้งนี้จะได้มีการประชุมหารือกันอย่างต่อเนื่องและมีการกำหนดการประชุมครั้งต่อไปปลายเดือนพฤศจิกายน 2560 

โดย คุณถนอมสิน พลลาภ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม